เครื่องจักรสีแดง

  สโมสรลิเวอร์พูลเคยได้รับการขนานนามว่าเป็นเครื่องจักสีแดงในช่วงทศวรรษที่ 80-90 ซึ่งได้มาจากสไตล์การเล่นของพวกเขาที่ดุดัน และเดินหน้าบุกใส่คู่แข่งอยู่ตลอดเวลา ประหนึ่งเครื่องจักรและบวกกับการที่พวกเขาสวมเสื้อสีแดงลงสนามเป็นประจำด้วย ทำให้พวกเขาได้รับสมยานามนี้มาอีก 1 ชื่อ นอกจากจะเป็น “หงส์แดง” ที่ก็มาจากตราสโมสรนั่นเอง ซึ่งหลังจากหมดยุคของช่วงนั้นไป ลิเวอร์พูลก็ไม่ได้มีสไตล์การเล่นแบบนั้นอีกเลย แต่มาในช่วง 2-3 ปีหลังจากที่พวกเขาได้เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือหนุ่มชาวเยอรมันเข้ามาคุมทีมในถิ่นแอนฟิลด์ เหมือนกลิ่นอายแบบยุคก่อนจะกลับมาอีกครั้ง แต่ก็ยังไม่ได้ชัดเจนมากนักในช่วง 2 ฤดูกาลแรกที่เขาเข้ามาคุมทีม ซึ่งอาจจะด้วยจากตัวนักเตะที่เขามีอยู่ด้วย ที่อาจจะไม่ได้มีคุณภาพมากพอที่จะให้เล่นแบบทุกตลอด 90 นาที เนื่องจากปีก่อนๆ อดีตกุนซือของโบรุสเซีย ดอร์ตมุนด์ไม่ได้ใช้เงินในการเสริมทัพมากนัก จนกระทั่งถึงช่วงต้นปีที่ผ่านมา ที่ดูเหมือนแนวคิดของเจอร์เก้น คล็อปป์จะเปลี่ยนไป และไม่สามารถรอนักเตะดาวรุ่งก้าวขึ้นมาสู่ทีมได้ และเขาก็รอความสำเร็จไม่ไหว ทำให้กุนซือวัย 51 ปีต้องเริ่มตัดสินใจใช้เงินก้อนโตซื้อนักเตะ โดยเริ่มตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมกราคมที่ลิเวอร์พูลยอมทุ่มเงินถึง 75 ล้านปอนด์เพื่อคว้าตัวเฟอร์กิล ฟาน ไดจค์ กองหลังร่างสูงทีมชาติฮอลแลนด์จากเซาต์แธมตันมาร่วมทีม ซึ่งทำให้ฟาน ไดจค์กลายเป็นนักเตะในตำแหน่งกองหลังที่ค่าตัวแพงที่สุดในโลกทันทีด้วย ซึ่งก็ทำให้ลิเวอร์พูลมาไกลจนเข้าชิงชนะเลิศยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกเลยทีเดียว แต่ก็ไปแพ้ให้กับเรอัล มาดริดเสียก่อน 1-3

จากการแพ้ครั้งนั้นทำให้เจอร์เก้น คล็อปป์ ต้องลงทุนหนักขึ้นเพื่อคว้าตัวนักเตะอีก 4 รายมาร่วมทีมตามที่เห็น และศักยภาพของทีมก็เพิ่มตามไปด้วย จนทำให้ลิเวอร์พูลกลายเป็นทีมที่ลงตัวที่สุดทีมหนึ่งในพรีเมียร์ลีกเลยทีเดียว และยังทำให้เขาสร้างสไตล์การเล่นแบบเครื่องจักรสีแดงให้กับมาอีกครั้งในฤดูกาลนี้ได้ด้วย เมื่อมีนักเตะที่คุณภาพดีเพียงพอ ทำให้ลิเวอร์พูลเล่นแบบเปิดเกมรุกบุกใส่คู่แข่งเกือบตลอด 90 นาทีเลยทีเดียว และกลายเป็นยกระดับทีมให้เทียบชั้นใกล้เคียงกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทีมแชมป์เก่าเมื่อฤดูกาลที่แล้วเข้าไปทุกทีด้วย ซึ่งทำให้การรับชมลิเวอร์พูลนั้นมีความสุขไปด้วย เมื่อพวกเขาเล่นเกมรุกตลอดเวลา ไม่ว่าจะเจอใครก็ตาม