5 เกมมือถือออฟไลน์เล่นได้ทุกที่ ไม่ต้องง้อเน็ต

    เกมมือถือในปัจจุบันถือว่าพัฒนากว่าเมื่อก่อนมาก ทั้งภาพกราฟฟิกที่สวยงามขึ้น เกมที่หลากลายมากขึ้นไม่ว่าจะเป็น เกมรถแข่ง, เกมกลยุทธ์ เกมเอาชีวิตรอด ที่ทำออกมาได้ดี บางเกมจัดว่าเป็นที่นิยมและมียอดดาวน์โหลดสูงมาก สำหรับเกมมือถือในปัจจุบันส่วนใหญ่หากจะเล่นต้องใช้อินเตอร์เน็ตกันแล้ว แต่ก็มีบางค่ายที่ผลิตเกมที่สามารถเล่นแบบออฟไลน์ได้ มีเกมอะไรบ้างไปชมกันเลย

The World 3

เกมแนว RPG ที่สามารถเล่นได้ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ คงชื่นชอบของใครหลายๆคน ตัวเกมคล้ายกับเกมแนว RPG ทั่วไป มีล่ามอนสเตอร์ ปราบบอส เก็บเลเวล ซึ่งเกมก็มีกราฟฟิกที่สวยงามอลังกาล และทั้งสำคัญสามารถเล่นแบบออฟไลน์ก็ได้ เกมเปิดให้ดาวน์โหลดฟรีทาง App Store และ Google Play Store

Soccer Star 2018 Top Leagues

สายเกมฟุตบอลไม่ควรพลาด นอกจากตัวเกมที่มีกราฟฟิคสวยๆแล้ว เกมยังขนนักเตะดังๆมาไว้เพียบทั้ง คริสเตียโน โรนัลโด, ลิโอเนล เมสซี่, เนย์มาร์ และนักเตะดังๆอีกมากมายให้ผู้เล่นได้สะสมเงินเพื่อปลดล็อกนักเตะ อีกทั้งยังมีโหมดให้เลือกเล่นหลายโหมดให้ได้สนุกกัน สามารถดาวน์โหลดได้แล้วทาง App Store และ Google Play Store

Gods Of Rome

เกมต่อสู้กราฟฟิกอลังกาลจากค่าย Gameloft ในธีมของยุคตำนานกรีกโรมัน เกมจะเป็นการต่อสู้แบบ 1 ต่อ 1 ให้ผู้เล่นได้เลือกตัวละครลงสนามประลอง ซึ่งมีระบบต่อสู้แบบคอมโบให้ผู้เล่นมันส์สะใจ แถมภาพ เสียง ที่จัดเต็มความสนุก ตัวเกมค่อนข้างกินพื้นที่หน่วยความจำเครื่อง ฉะนั้นหากต้องการโหลดเกมควรเช็คพื้นที่หน่วยความจำก่อนลงครับ สามารถโหลดเกมได้ฟรีทาง  App Store และ Google Play Store

Grand Theft Auto: San Andreas

ยังคงเป็นเกมยอดนิยมอย่าง GTA ที่ถูกพัฒนาลงในเวอร์ชั่นมือถือกับภาค San Andreas ซึ่งผู้เล่นยังคงได้ฟิวส์ความสนุกสนานไม่แพ้เวอร์ชั่นพีซีเลย แม้ว่าเกมจะปล่อยออกมานานแล้วก็ตามแต่ก็ยังมียอดดาวน์โหลดที่สูงไม่แพ้เกมในปัจจุบันเลย สาวกเกม Open World อย่าง GTA ไม่ควรพลาดแต่เกมนี้ไม่ฟรีนะจ้ะ สามารถซื้อเกมได้ทาง App Store ราคา 249 บาท และ Google Play Store ราคา 179 บาท

Head Boxing

เกมแนว Boxing ที่มีรูปแบบการเล่นที่ไม่เหมือนใคร เกมมีเล่นรูปแบบต่อสู้  1 ต่อ 1 ผู้เล่นสามารถเลือกตัวละครแบบใดก็ได้ต่อสู้กับ AI ในเกม ตัวเกมจัดว่าสนุกสนานพอตัวซึ่งไม่ใช่แค่การต่อยเตะธรรมดา แต่จะมีท่าไม้ตายแบบเวอร์วังอลังกาล ทั้ง ทุบด้วยค้อนน้ำแข็ง, มังกรพ่นไฟ, ถีบไกล 100 หลา เรียกว่าทั้งมันส์ทั้งฮา แถมไม่ต้องใช้เน็ตให้เปลืองแบตอีกด้วย สามารถดาวน์โหลดได้ทาง App Store เท่านั้น

นี่เป็นเกมบางส่วนที่เราขอแนะนำครับ ยังมีเกมอีกเพียบให้ลองเลือกเล่น สำหรับใครที่ชื่นชอบเกมแบบออฟไลน์ก็ไม่ควรพลาด สามารถเล่นได้ทุกที่ ทุกเวลา  ลองดาวน์โหลดมาเล่นกันนะครับ

ปีทองของโมดริช

  ฤดูกาล 2017-2018 เรียกได้ว่าเป็นปีทองของลูก้า โมดริช ยอดกองกลางร่างเล็กชาวโครเอเชียเลยก็ว่าได้ โดยเฉพาะปี 2018 ที่เขาสามารถคว้ารางวัลส่วนตัวรางวัลใหญ่มาครอบครองได้แล้วถึง 2 รางวัล โดยไล่ตั้งแต่ในศึกฟุตบอลโลกที่ผ่านมาแล้ว ที่เขาโชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่น จนช่วยให้ทีมชาติโครเอเชียสามารถผ่านเข้าสู่รองชิงชนะเลิศได้สำเร็จ ด้วยการเล่นในต่อเวลาพิเศษมาตลอดใน 3 รอบน็อคเอ้าต์ ทั้งรอบ 16 ทีมสุดท้ายที่ยิงจุดโทษเอาชนะทีมชาติเดนมาร์กได้สำเร็จ รอบ 8 ทีมสุดท้ายที่ยิงจุดโทษเอาชนะเจ้าภาพรัสเซียได้ และรอบรองชนะเลิศที่ต่อเวลาเอาชนะทีมชาติอังกฤษมาได้ 2-1 ซึ่งเขาต้องลงเล่นตลอด 120 นาทีมาถึง 3 นัดติดต่อกัน ทำให้รอบชิงชนะเลิศทีมชาติโครเอเชียก็ไม่มีแรงต้านทานทีมชาติฝรั่งเศส จึงพ่ายไปในที่สุด 2-4 ซึ่งทำให้โมดริชได้เพียงแค่รองแชมป์โลกเท่านั้น แต่ด้วยฟอร์มการเล่นที่โดดเด่นกว่าใครในฟุตบอลโลก ทำให้เขาได้รับรางวัลโกลเด้น บอล หรือว่านักเตะยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเม้นต์นั่นเอง

นั่นเป็นรางวัลในฐานะการเล่นให้กับทีมชาติโครเอเชีย ส่วนความสำเร็จกับสโมสรอย่างเรอัล มาดริดนั้น ลูก้า โมดริชในวัย 32 ปีก็มีบทบาทสำคัญในการช่วยเรอัล มาดริดคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกเมื่อฤดูกาลที่แล้วได้สำเร็จด้วย เมื่อเขาเป็นกำลังสำคัญในแดนกลางร่วมกับเอ็นริเก้ กาเซมิโร่ กองกลางทีมชาติบราซิล และโทนี่ โครสส์ กองกลางทีมชาติเยอรมัน ที่เล่นเป็น 3 ประสานในแดนกลางได้อย่างลงตัว จนทำให้เขาได้รับรางวัลกองกลางยอดเยี่ยมประจำศึกฟุตบอลยุโรปเมื่อฤดูกาลที่แล้วด้วย ซึ่งถือว่าเป็นการคว้ารางวัลนี้ได้เป็นสมัยที่ 2 ติดต่อกันแล้ว หลังจากเมื่อฤดูกาลก่อนเขาก็เคยได้รับรางวัลกองกลางยอดเยี่ยมมาแล้ว

ส่วนอีก 1 ความสำเร็จของลูก้า โมดริชในปีนี้ก้คือการที่เขาถูกโหวตได้เป็นนักเตะยอดเยี่ยมประจำศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกเมื่อฤดูกาลที่แล้ว โดยเขาได้รับคะแนนโหวตเหนือคริสเตียโน่ โรนัลโด้ อดีตเพื่อนร่วมทีมเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ที่เป็นดาวซัลโวของยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกด้วย รวมถึงโมฮาเหม็ด ซาล่าหื ที่เป็น 1 ใน 3 ตัวเต็งที่จะคว้ารางวัลนี้ไปครอง แต่สุดท้ายเขาได้รับคะแนนโหวตถึง 318 คะแนนโหวตเลยทีเดียว ส่วนอันดับ 2 เป็นคริสเตียโน่ โรนัลโด้ ที่ย้ายไปอยู่กับยูเวนตุสแล้ว ที่ได้ไป 223 คะแนน ส่วนอันดับที่ 3 คือโมฮาเหม็ด ซาล่าห์ของลิเวอร์พูลที่ได้ไป 134 คะแนนโหวต ซึ่งเหลือเพียงบัลลง ดอร์เท่านั้น ที่เป็นรางวัลใหญ่ที่จะประกาศในปลายปี ที่ดาวเตะวัย 32 ปียังไม่ได้ในปีนี้

6 ทีมที่รอคอย

   ได้ครบ 32 ทีมกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่จะเริ่มโม่แข้งในรอบแบ่งกลุ่ม 32 ทีมสุดท้ายกันในช่วงเดือนกันยายนนี้ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้ทีมที่แน่นอนแล้ว 26 ทีมหลังจากที่ทำการแข่งขันจบฤดูกาลที่แล้วไป ที่มาจากโควต้าการทำอันดับของลีกต่างๆ และต้องรออีก 6 ทีมที่จะต้องทำการเตะเพลย์ออฟเข้ามาเล่นในรอบแบ่งกลุ่ม ที่จะมีผลประโยชน์รออยู่มากมาย และรายได้ที่มหาศาลไม่ต่ำกว่า 50 ล้านปอนด์ หากทีมสามารถเข้ามาเล่นในรอบแบ่งกลุ่มได้ โดยการคัดเลือกในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกนั้นได้ทำการคัดเลือกมาตั้งแต่ต้นเดือนกรกฏาคมแล้วด้วย โดยจะเป็นทีมจากชาติเล็กๆ ก่อนที่จะได้ทำการแข่งขันในรอบคัดเลือกรอบแรก และรอบที่ 2 ก็จะมีทีมที่พอเป็นที่รู้จักมากขึ้น อย่างกลาสโกว เซลติก แลอาแจ๊กซ์ อัมสเตอร์ดัม ก็ต้องทำการเตะในรอบคัดเลือกรอบที่ 2 ส่วนรอบที่ 3 ก็จะเป็นพวกทีมวางที่มีค่าสัมประสิตดีกว่าทีมอื่นๆ ที่พึ่งหาบทสรุปได้ในช่วงปลายเดือนสิงหาคม

6 ทีมที่สามารถผ่านเข้าสู่รอบแบ่งกลุ่มในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกในฤดูกาลนี้ได้ก็คืออาแจ๊กซ์ อัมสเตอร์ดัม ทีมดังจากฮอลแลนด์ที่สามารถเอาชนะดิมาโม เคียฟ ทีมดังจากประเทศยูเครนได้สำเร็จ ด้วยสกอร์รวม 3-1 โดยเป็นสกอร์จากนัดแรกที่แดนกังหันลม ส่วนนัดที่ 2 ก็เสมอกัน 0-0 ทำให้สุดท้ายอาแจ๊กซ์ ผ่านเข้ารอบในที่สุด

ยัง บอยส์ ทีมจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ที่สามารถผ่านดิมาโม ซาเกร็บมาได้สำเร็จ ทั้งที่ในบ้านตัวเองพวกเขาทำได้แค่สมอั 1-1 แต่นัดที่ 2 พวกเขาสามารถบุกชนะได้ถึงเมืองหลวงของประเทศโครเอเชีย 2-1

เออีเค เอเธนส์ ที่เอาชนะกลาสโกว เซลติกมาได้ในรอบที่แล้ว และรอบนี้พวกเขาก็ยังเหนียวแน่น ด้วยการบุกเอาชนะวิดี้ ทีมจากประเทศฮังการี่ไปได้ 2-1 และนัดที่ 2 พวกเขาสามารถยันเสมอได้สำเร็จ 1-1 ทั้งๆ ที่พวกเขาต้องโดนใบแดงไล่ออกจากสนามถึง 2 คน และต้องเหลือผู้เล่นเพียง 9 คนเท่านั้น

เซอร์เวน่า ซเวดด้า สามารถพลิกสถานการณืกลับมาเข้ารอบได้สำเร็จ หลังจากนัดแรกเสมอกัน 0-0 และนัดที่ 2 ตามหลังก่อนถึง 2 ประตู แต่กลับมาได้ 2 ประตูรวด ทำให้เข้ารอบด้วยกฏอเวย์ โกล

พีเอสวี ไอน์โฮเฟ่น ทีมแชมป์ของประเทศฮอลแลนด์ เมื่อฤดูกาลที่แล้ว ที่เอาชนะบาเต้ บอริซอฟ ทีมแชมป์จากประเทศเบลารุสได้ถึง 2 นัด ซึ่ง

ทีมสุดท้ายคือเบนฟิก้า ที่มาเอาชนะพีเอโอเคจากกรีซได้ในนัดที่ 2 ถึง 4-1 ถึงแม้ว่าจะถูกนำไปก่อนก็ตาม

ความผิดของมูรินโญ่

    ปัญหาในช่วงต้นฤดูกาลของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดนั้นมีมากมายทีเดียว ทั้งในเรื่องของปัญหาในแนวรับที่พวกเขาไม่ได้นักเตะใหม่เข้ามาเสริมทีม รวมถึงแนวรุกก็ไม่มีความเฉียบขาดในการทำประตู ซึ่งแฟนบอลของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดก็มีมุมมองที่แตกต่างกันไป ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในฤดูกาลนี้ของสโมสรนั้นเกิดขึ้นเพราะใคร หรือเหตุใด ซึ่งก็มีมุมมองทั้งว่าเป็นความผิดของโชเซ่ มูรินโญ่ ผู้จัดการทีมชาวโปรตุเกสเอง และก็มีอีกส่วนที่บอกว่าเป็นความผิดของผู้บริหารของสโมสรที่นำโดยเอ็ด วู๊ดเวิร์ต รองประธานสโมสรด้วย ที่ไม่ยอมทุ่มซื้อนักเตะตามทที่กุนซือวัย 55 ปีต้องการในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา ทำให้ทีมต้องประสบปัญหาในฤดูกาลนี้

ส่วนหนึ่งก็คงต้องโทษผู้บริหารสโมสรแบบเต็มๆ ได้เช่นกัน เมื่อพวกเขาไม่ยอมสนับสนุนในการซื้อนักเตะตามที่โชเซ่ มูรินโญ่ต้องการ ทั้งๆ ที่สโมสรพึ่งจะทำการต่อสัญญากับเขาออกไปอีก 1 ปีในช่วงต้นปีที่ผ่านมา แต่ในช่วงซัมเมอร์นี้พวกเขากลับทุ่มงบแบบกั๊กๆ ให้มูรินโญ่เพียง 100 ล้านปอนด์เท่านั้น ทั้งๆ ที่ฤดูกาลที่แล้วแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดมีคะแนนเป็นรองแมนเชสเตอร์ ซิตี้ของเป็ป กวาดิโอล่าถึง 19 คะแนนในพรีเมียร์ลีกเลยทีเดียว ซึ่งทำให้ถูกเปรียบเปรยโดยแกรี่ เนวิลล์ อดีตแบ็คขวาของสโมสรว่าเหมือนว่าสโมสรให้โชเซ่ มูรินโญ่ สร้างบ้าน แต่ว่าให้งบประมาณมาแค่ ¾ เท่านั้น ทำให้บ้านของพวกเขายังมีปัญหามาจนถึงวันนี้

แต่หากมองอีกส่วนหนึ่งก็คือการที่โชเซ่ มูรินโญ่ ทำทีมได้ไม่เป็นไปตามความต้องการของสโมสร และแฟนฟุตบอล ทำให้บอร์ดบริหารก็ไม่อยากจะทุ่มงบประมาณให้กับเขาอีกต่อไป แต่จากรูปแบบการเล่นในนัดที่พวกเขาพบกับท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ ที่ถึงแม้ว่าจะแพ้ไป 0-3 ก็ตาม แต่จะเห็นได้ว่าแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดภายใต้การคุมทีมของโชเซ่ มูรินโญ่ ก็สามารถทำทีมเล่นเกมรุกได้ ซึ่งหากว่ามูรินโญ่ทำทีมให้มีรูปแบบการเล่นแบบนี้มาตั้งแต่ช่วงพรีซีซั่น แฟนฟุตบอล และบอร์ดบริหารของสโมสรอาจจะได้เห็นปัญหาอย่างชัดเจนแล้วก็ได้ว่ากุนซือคนนี้สามารถทำทีมเกมรุกได้ แต่เนื่องจากเขามีปัญหาในแนวรับ ทำให้เขายังคงต้องเล่นเกมรับมาโดยตลอด ซึ่ง 3 ประตูที่เสียให้กับสเปอร์วันนั้นก็มาจากความผิดพลาดส่วนบุคคลแทบทั้งสิ้น ซึ่งหากเขาเล่นแบบนี้ตั้งแต่เกมอุ่นเครื่อง บอร์ดบริหารก็อาจจะได้เห็นจุดอ่อนนี้ตั้งแต่ต้น และอาจจะทำการซื้อนักเตะตามที่ต้องการไปแล้วก็ได้ แต่กุนซือชาวโปรตุกีสก็เหมือนจะเล่นประชดด้วยการอุดแหลก ทำให้จุดอ่อนของพวกเขาก็ไม่ถูกเปิดเผยชัดเจนนัก

งูพิษ

   ไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาเปรียบเปรยทีมอินเตอร์ มิลานในฤดูกาลนี้จริงๆ โดยเฉพาะนัดที่พวกเขาเปิดรังจูเซ็ปเป้ เมียซซ่า พบกับโตริโน่เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการพบกันระหว่างทีมที่แพ้มาด้วยกันทั้งคู่ในนัดแรก โดยโตริโน่ทีมเยือนนั้นแพ้ให้กับโรม่าคาบ้าน 0-1 โดยมาโดนเอดิน เชโก้ กองหน้าทีมชาติบอสเนียมาทำประตูโทนได้ในช่วงท้ายเกม ส่วนอินเตอร์ มิลานก็บุกไปพ่ายให้กับของแสลงอย่างซัสซูโอโล่ 0-1 ซึ่งถือว่าเป็นการแพ้ที่บ้านของซัสซูโอโล่เป็นนัดที่ 3 ติดต่อกันแล้วด้วย ทำให้การพบกันระหว่างอินเตอร์ มิลาน กับโตริโน่ ถือว่าเป็นคู่หนึ่งที่น่าติดตามในสัปดาห์นี้ นอกจากบิ๊กแมตช์ในคืนวันเสาร์ที่ยูเวนตุส พบกับลาซิโอ และนาโปลี พบกับเอซี มิลาน

ลูชาโน่ สปัลเล็ตติ กุนซือของทีม “งูใหญ่” มีการเปลี่ยนระบบ และเปลี่ยนนักเตะจากนัดแรกหลายคนเลยทีเดียว โดยจากนัดแรกของฤดูกาลที่พ่ายให้กับซัสซูโอโล่ พวกเขาใช้ระบบ 4-4-1-1 แต่มาในนัดที่เขาปรับมาใช้ระบบ 3-4-2-1 โดยมีมิลาน สคินเนียร์ ยืนร่วมรับสเตฟาน เดอ ไฟรจ์ และดานิโล่ ดิ อัมโบรซิโอ ยืนเป็น 3 กองกลาง โดยดันควอดโว่ อซาโมอาห์ ไปเล่นวิงแบ็คซ้าย และซิเม่ เวอร์ซัลจ์โก้เล่นแบ็คขวา คู่กองกลางเป็นมาร์เซโล่ โบรโซวิช จับคู่กับมิเกล เวซิโน่ ส่วนกองกลางตัวรุกเป็นอีวาน เปริซิช และมัตเตโอ โปลิตาโน่ ส่วนแดนหน้าก็เป็นกัปตันทีมอย่างเมาโร อิการ์ดี้ตามเดิม ซึ่งเริ่มต้นเกมได้อย่างยอดเยี่ยม โดยบุกเข้าใส่ทีมเยือนอย่างหนัก และมาได้ประตูจากการยิงสุดสวยของอีวาน เปริซิช และหลังจากนั้นไม่นานพวกเขาก็มาได้ประตูนำห่างเป็น 2-0 จากลูกโหม่งของสเตฟาน เดอ ไฟรจ์ และหลังจากนั้นพวกเขาก็บุกต่อเนื่องจนจบครึ่งแรกด้วยสกอร์นี้

แต่พอเริ่มครึ่งหลังมานั้นเกมเหมือนเป็นหนังคนละม้วนเลยก็ว่าได้ เพราะโตริโน่มาบุกเข้าใส่อย่างหนัก จนมาได้ 2 ประตูอย่างรวดเร็วจากความผิดพลาดของซาเมียร์ ฮันดาโนวิช นายประตูเจ้าถิ่นที่ดักจังหวะบอลพลาด ทำให้อันเดรีย เบล็อตติยิงเข้าไปง่ายๆ และมาได้ประตูตีเสมอในช่วงนาทีที่ 68 จากซาอูลิโฮ่ เมอิเต้ กองกลางชาวฝรั่งเศส ซึ่งหลังจากนั้นทีมเยือนก็ยังบุกอย่างหนัก จนเกือบจะเป็นฝ่ายชนะเสียด้วยซ้ำ ซึ่งต้องบอกได้เลยว่าอินเตอร์ มิลานนั้นมันเป็น “งูพิษ” ชัดๆ

ศิษย์เกือบล้างครู

    ใครๆ ต่างก็ทราบดีว่าเจนนาโร่ กัตตูโซ่ กุนซือคนปัจจุบันของเอซี มิลานนั้นเคยเป็นลูกศิษย์ของคาร์โล อันเชล็อตติ กุนซือของทีมนาโปลีในปัจจุบัน ในสมัยที่กัตตูโซ่ยังค้าแข้งเป็นกองกลางพันธุ์ดุให้กับทีม “ปีศาจแดงดำ” ในช่วงต้นทศวรรษที่ 20 แต่ก็ได้แยกทางมานานเกือบ 10 ปีแล้ว หลังจากที่อันเชล็อตติไปรับงานคุมทีมในอังกฤษกับทีมเชลซี ซึ่งหลังจากนั้นประมาณ 4 ปีเจนนาโร่ กัตตูโซ่ ก็เลือกที่จะแขวนสตั๊ด และหันมาเอาดีกับงานด้านการเป็นโค๊ชแทน และได้พเนจรไปลองงานอยู่หลายสโมสรทีเดียว แต่ก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จซักราย และต้องหันมาคุมทีมเอซี มิลานชุดเล็กแทน ก่อนที่จะมาได้โอกาสนั่งเป็นกุนซือรักษาการแทน หลังจากที่วินเชนโซ่ มอนเตลล่า กุนซือโดนปลดออกจากตำแหน่งเมื่อปลายปีที่แล้ว ทำให้กัตตูโซ่ได้เป็นกุนซือแทนจนจบฤดูกาล ซึ่งฤดูกาลนี้เขาได้รับความไว้วางใจจากบอร์ดบริหาร ทำให้เขาจะได้คุมทีมแบบเต็มตัวทั้งฤดูกาล ซึ่งนัดแรกของกุนซือวัย 40 ปีก็คือการคุมทีมเอซี มิลานบุกไปเยือนนาโปลี ซึ่งมีอาจารย์เก่าของเขาอย่างคาร์โล อันเชล็อตติคุมทีมอยู่ในเวลานี้นั่นเอง

อันที่จริงแล้วโปรแกรมนัดแรกของเอซี มิลานไม่ได้เป็นการเจอกับนาโปลีแต่อย่างใด แต่จะต้องเป็นเกมที่พวกเขาเปิดรังซาน ซีโร่ พบกับทีมเจนัวในช่วงกลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาต่างหาก แต่เกมดังกล่าวถูกเลื่อนออกไป เนื่องด้วยสภาพจิตใจของนักเตะของทีมจากเมืองเจนัวนั้นไม่พร้อม เนื่องจากก่อนหน้านั้นไม่กี่วันได้มีอุบัติเหตุสะพานมอเตอร์เวย์ของเมืองถล่ม ทำให้มีผู้เล่นชีวิตหลายรายทีเดียว ทำให้เกมเลื่อนออกไปเตะในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน และทำให้เอซี มิลานยังไม่ได้ทำการแข่งขันในนัดแรก และต้องบุกมาเยือนสนามซาน เปาโลในเมืองเนเปิ้ลเป็นนัดแรกทันที ซึ่งลูกทีมของ “กัตจัง” ออกสตาร์ตได้อย่างยอดเยี่ยม โดยได้ประตูออกนำไปถึง 2-0 จากจิอาโคโม่ โบนาเวนตูร่า กองกลางวัย 29 และดาวิเด้ คาลาเบรีย แบ็คขวาดาวรุ่งของทีม ซึ่งตอนแรกเหมือนจะเป็นลูกศิษย์ที่จะได้ล้างครูเสียแล้ว แต่หลังจากนั้นนาโปลีกลับมายิงถึง 3 ประตูรวด จาก 2 ประตูของพิโอเตอร์ เซลินสกี้ กองกลางทีมชาติโปแลนด์ และประตูชัยที่พวกเขาได้มาจากดีส์ เมอร์เท่น ตัวรุกทีมชาติเบลเยี่ยม ทำให้คาร์โล อันเชล็อตติ พลิกกลับมาเอาชนะลูกศิษย์ของเขาอย่างเจนนาโร่ กัตตูโซ่ได้สำเร็จ

 

เครื่องจักรสีแดง

  สโมสรลิเวอร์พูลเคยได้รับการขนานนามว่าเป็นเครื่องจักสีแดงในช่วงทศวรรษที่ 80-90 ซึ่งได้มาจากสไตล์การเล่นของพวกเขาที่ดุดัน และเดินหน้าบุกใส่คู่แข่งอยู่ตลอดเวลา ประหนึ่งเครื่องจักรและบวกกับการที่พวกเขาสวมเสื้อสีแดงลงสนามเป็นประจำด้วย ทำให้พวกเขาได้รับสมยานามนี้มาอีก 1 ชื่อ นอกจากจะเป็น “หงส์แดง” ที่ก็มาจากตราสโมสรนั่นเอง ซึ่งหลังจากหมดยุคของช่วงนั้นไป ลิเวอร์พูลก็ไม่ได้มีสไตล์การเล่นแบบนั้นอีกเลย แต่มาในช่วง 2-3 ปีหลังจากที่พวกเขาได้เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือหนุ่มชาวเยอรมันเข้ามาคุมทีมในถิ่นแอนฟิลด์ เหมือนกลิ่นอายแบบยุคก่อนจะกลับมาอีกครั้ง แต่ก็ยังไม่ได้ชัดเจนมากนักในช่วง 2 ฤดูกาลแรกที่เขาเข้ามาคุมทีม ซึ่งอาจจะด้วยจากตัวนักเตะที่เขามีอยู่ด้วย ที่อาจจะไม่ได้มีคุณภาพมากพอที่จะให้เล่นแบบทุกตลอด 90 นาที เนื่องจากปีก่อนๆ อดีตกุนซือของโบรุสเซีย ดอร์ตมุนด์ไม่ได้ใช้เงินในการเสริมทัพมากนัก จนกระทั่งถึงช่วงต้นปีที่ผ่านมา ที่ดูเหมือนแนวคิดของเจอร์เก้น คล็อปป์จะเปลี่ยนไป และไม่สามารถรอนักเตะดาวรุ่งก้าวขึ้นมาสู่ทีมได้ และเขาก็รอความสำเร็จไม่ไหว ทำให้กุนซือวัย 51 ปีต้องเริ่มตัดสินใจใช้เงินก้อนโตซื้อนักเตะ โดยเริ่มตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมกราคมที่ลิเวอร์พูลยอมทุ่มเงินถึง 75 ล้านปอนด์เพื่อคว้าตัวเฟอร์กิล ฟาน ไดจค์ กองหลังร่างสูงทีมชาติฮอลแลนด์จากเซาต์แธมตันมาร่วมทีม ซึ่งทำให้ฟาน ไดจค์กลายเป็นนักเตะในตำแหน่งกองหลังที่ค่าตัวแพงที่สุดในโลกทันทีด้วย ซึ่งก็ทำให้ลิเวอร์พูลมาไกลจนเข้าชิงชนะเลิศยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกเลยทีเดียว แต่ก็ไปแพ้ให้กับเรอัล มาดริดเสียก่อน 1-3

จากการแพ้ครั้งนั้นทำให้เจอร์เก้น คล็อปป์ ต้องลงทุนหนักขึ้นเพื่อคว้าตัวนักเตะอีก 4 รายมาร่วมทีมตามที่เห็น และศักยภาพของทีมก็เพิ่มตามไปด้วย จนทำให้ลิเวอร์พูลกลายเป็นทีมที่ลงตัวที่สุดทีมหนึ่งในพรีเมียร์ลีกเลยทีเดียว และยังทำให้เขาสร้างสไตล์การเล่นแบบเครื่องจักรสีแดงให้กับมาอีกครั้งในฤดูกาลนี้ได้ด้วย เมื่อมีนักเตะที่คุณภาพดีเพียงพอ ทำให้ลิเวอร์พูลเล่นแบบเปิดเกมรุกบุกใส่คู่แข่งเกือบตลอด 90 นาทีเลยทีเดียว และกลายเป็นยกระดับทีมให้เทียบชั้นใกล้เคียงกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทีมแชมป์เก่าเมื่อฤดูกาลที่แล้วเข้าไปทุกทีด้วย ซึ่งทำให้การรับชมลิเวอร์พูลนั้นมีความสุขไปด้วย เมื่อพวกเขาเล่นเกมรุกตลอดเวลา ไม่ว่าจะเจอใครก็ตาม