ความผิดของมูรินโญ่

    ปัญหาในช่วงต้นฤดูกาลของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดนั้นมีมากมายทีเดียว ทั้งในเรื่องของปัญหาในแนวรับที่พวกเขาไม่ได้นักเตะใหม่เข้ามาเสริมทีม รวมถึงแนวรุกก็ไม่มีความเฉียบขาดในการทำประตู ซึ่งแฟนบอลของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดก็มีมุมมองที่แตกต่างกันไป ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในฤดูกาลนี้ของสโมสรนั้นเกิดขึ้นเพราะใคร หรือเหตุใด ซึ่งก็มีมุมมองทั้งว่าเป็นความผิดของโชเซ่ มูรินโญ่ ผู้จัดการทีมชาวโปรตุเกสเอง และก็มีอีกส่วนที่บอกว่าเป็นความผิดของผู้บริหารของสโมสรที่นำโดยเอ็ด วู๊ดเวิร์ต รองประธานสโมสรด้วย ที่ไม่ยอมทุ่มซื้อนักเตะตามทที่กุนซือวัย 55 ปีต้องการในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา ทำให้ทีมต้องประสบปัญหาในฤดูกาลนี้

ส่วนหนึ่งก็คงต้องโทษผู้บริหารสโมสรแบบเต็มๆ ได้เช่นกัน เมื่อพวกเขาไม่ยอมสนับสนุนในการซื้อนักเตะตามที่โชเซ่ มูรินโญ่ต้องการ ทั้งๆ ที่สโมสรพึ่งจะทำการต่อสัญญากับเขาออกไปอีก 1 ปีในช่วงต้นปีที่ผ่านมา แต่ในช่วงซัมเมอร์นี้พวกเขากลับทุ่มงบแบบกั๊กๆ ให้มูรินโญ่เพียง 100 ล้านปอนด์เท่านั้น ทั้งๆ ที่ฤดูกาลที่แล้วแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดมีคะแนนเป็นรองแมนเชสเตอร์ ซิตี้ของเป็ป กวาดิโอล่าถึง 19 คะแนนในพรีเมียร์ลีกเลยทีเดียว ซึ่งทำให้ถูกเปรียบเปรยโดยแกรี่ เนวิลล์ อดีตแบ็คขวาของสโมสรว่าเหมือนว่าสโมสรให้โชเซ่ มูรินโญ่ สร้างบ้าน แต่ว่าให้งบประมาณมาแค่ ¾ เท่านั้น ทำให้บ้านของพวกเขายังมีปัญหามาจนถึงวันนี้

แต่หากมองอีกส่วนหนึ่งก็คือการที่โชเซ่ มูรินโญ่ ทำทีมได้ไม่เป็นไปตามความต้องการของสโมสร และแฟนฟุตบอล ทำให้บอร์ดบริหารก็ไม่อยากจะทุ่มงบประมาณให้กับเขาอีกต่อไป แต่จากรูปแบบการเล่นในนัดที่พวกเขาพบกับท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ ที่ถึงแม้ว่าจะแพ้ไป 0-3 ก็ตาม แต่จะเห็นได้ว่าแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดภายใต้การคุมทีมของโชเซ่ มูรินโญ่ ก็สามารถทำทีมเล่นเกมรุกได้ ซึ่งหากว่ามูรินโญ่ทำทีมให้มีรูปแบบการเล่นแบบนี้มาตั้งแต่ช่วงพรีซีซั่น แฟนฟุตบอล และบอร์ดบริหารของสโมสรอาจจะได้เห็นปัญหาอย่างชัดเจนแล้วก็ได้ว่ากุนซือคนนี้สามารถทำทีมเกมรุกได้ แต่เนื่องจากเขามีปัญหาในแนวรับ ทำให้เขายังคงต้องเล่นเกมรับมาโดยตลอด ซึ่ง 3 ประตูที่เสียให้กับสเปอร์วันนั้นก็มาจากความผิดพลาดส่วนบุคคลแทบทั้งสิ้น ซึ่งหากเขาเล่นแบบนี้ตั้งแต่เกมอุ่นเครื่อง บอร์ดบริหารก็อาจจะได้เห็นจุดอ่อนนี้ตั้งแต่ต้น และอาจจะทำการซื้อนักเตะตามที่ต้องการไปแล้วก็ได้ แต่กุนซือชาวโปรตุกีสก็เหมือนจะเล่นประชดด้วยการอุดแหลก ทำให้จุดอ่อนของพวกเขาก็ไม่ถูกเปิดเผยชัดเจนนัก

งูพิษ

   ไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาเปรียบเปรยทีมอินเตอร์ มิลานในฤดูกาลนี้จริงๆ โดยเฉพาะนัดที่พวกเขาเปิดรังจูเซ็ปเป้ เมียซซ่า พบกับโตริโน่เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการพบกันระหว่างทีมที่แพ้มาด้วยกันทั้งคู่ในนัดแรก โดยโตริโน่ทีมเยือนนั้นแพ้ให้กับโรม่าคาบ้าน 0-1 โดยมาโดนเอดิน เชโก้ กองหน้าทีมชาติบอสเนียมาทำประตูโทนได้ในช่วงท้ายเกม ส่วนอินเตอร์ มิลานก็บุกไปพ่ายให้กับของแสลงอย่างซัสซูโอโล่ 0-1 ซึ่งถือว่าเป็นการแพ้ที่บ้านของซัสซูโอโล่เป็นนัดที่ 3 ติดต่อกันแล้วด้วย ทำให้การพบกันระหว่างอินเตอร์ มิลาน กับโตริโน่ ถือว่าเป็นคู่หนึ่งที่น่าติดตามในสัปดาห์นี้ นอกจากบิ๊กแมตช์ในคืนวันเสาร์ที่ยูเวนตุส พบกับลาซิโอ และนาโปลี พบกับเอซี มิลาน

ลูชาโน่ สปัลเล็ตติ กุนซือของทีม “งูใหญ่” มีการเปลี่ยนระบบ และเปลี่ยนนักเตะจากนัดแรกหลายคนเลยทีเดียว โดยจากนัดแรกของฤดูกาลที่พ่ายให้กับซัสซูโอโล่ พวกเขาใช้ระบบ 4-4-1-1 แต่มาในนัดที่เขาปรับมาใช้ระบบ 3-4-2-1 โดยมีมิลาน สคินเนียร์ ยืนร่วมรับสเตฟาน เดอ ไฟรจ์ และดานิโล่ ดิ อัมโบรซิโอ ยืนเป็น 3 กองกลาง โดยดันควอดโว่ อซาโมอาห์ ไปเล่นวิงแบ็คซ้าย และซิเม่ เวอร์ซัลจ์โก้เล่นแบ็คขวา คู่กองกลางเป็นมาร์เซโล่ โบรโซวิช จับคู่กับมิเกล เวซิโน่ ส่วนกองกลางตัวรุกเป็นอีวาน เปริซิช และมัตเตโอ โปลิตาโน่ ส่วนแดนหน้าก็เป็นกัปตันทีมอย่างเมาโร อิการ์ดี้ตามเดิม ซึ่งเริ่มต้นเกมได้อย่างยอดเยี่ยม โดยบุกเข้าใส่ทีมเยือนอย่างหนัก และมาได้ประตูจากการยิงสุดสวยของอีวาน เปริซิช และหลังจากนั้นไม่นานพวกเขาก็มาได้ประตูนำห่างเป็น 2-0 จากลูกโหม่งของสเตฟาน เดอ ไฟรจ์ และหลังจากนั้นพวกเขาก็บุกต่อเนื่องจนจบครึ่งแรกด้วยสกอร์นี้

แต่พอเริ่มครึ่งหลังมานั้นเกมเหมือนเป็นหนังคนละม้วนเลยก็ว่าได้ เพราะโตริโน่มาบุกเข้าใส่อย่างหนัก จนมาได้ 2 ประตูอย่างรวดเร็วจากความผิดพลาดของซาเมียร์ ฮันดาโนวิช นายประตูเจ้าถิ่นที่ดักจังหวะบอลพลาด ทำให้อันเดรีย เบล็อตติยิงเข้าไปง่ายๆ และมาได้ประตูตีเสมอในช่วงนาทีที่ 68 จากซาอูลิโฮ่ เมอิเต้ กองกลางชาวฝรั่งเศส ซึ่งหลังจากนั้นทีมเยือนก็ยังบุกอย่างหนัก จนเกือบจะเป็นฝ่ายชนะเสียด้วยซ้ำ ซึ่งต้องบอกได้เลยว่าอินเตอร์ มิลานนั้นมันเป็น “งูพิษ” ชัดๆ

ศิษย์เกือบล้างครู

    ใครๆ ต่างก็ทราบดีว่าเจนนาโร่ กัตตูโซ่ กุนซือคนปัจจุบันของเอซี มิลานนั้นเคยเป็นลูกศิษย์ของคาร์โล อันเชล็อตติ กุนซือของทีมนาโปลีในปัจจุบัน ในสมัยที่กัตตูโซ่ยังค้าแข้งเป็นกองกลางพันธุ์ดุให้กับทีม “ปีศาจแดงดำ” ในช่วงต้นทศวรรษที่ 20 แต่ก็ได้แยกทางมานานเกือบ 10 ปีแล้ว หลังจากที่อันเชล็อตติไปรับงานคุมทีมในอังกฤษกับทีมเชลซี ซึ่งหลังจากนั้นประมาณ 4 ปีเจนนาโร่ กัตตูโซ่ ก็เลือกที่จะแขวนสตั๊ด และหันมาเอาดีกับงานด้านการเป็นโค๊ชแทน และได้พเนจรไปลองงานอยู่หลายสโมสรทีเดียว แต่ก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จซักราย และต้องหันมาคุมทีมเอซี มิลานชุดเล็กแทน ก่อนที่จะมาได้โอกาสนั่งเป็นกุนซือรักษาการแทน หลังจากที่วินเชนโซ่ มอนเตลล่า กุนซือโดนปลดออกจากตำแหน่งเมื่อปลายปีที่แล้ว ทำให้กัตตูโซ่ได้เป็นกุนซือแทนจนจบฤดูกาล ซึ่งฤดูกาลนี้เขาได้รับความไว้วางใจจากบอร์ดบริหาร ทำให้เขาจะได้คุมทีมแบบเต็มตัวทั้งฤดูกาล ซึ่งนัดแรกของกุนซือวัย 40 ปีก็คือการคุมทีมเอซี มิลานบุกไปเยือนนาโปลี ซึ่งมีอาจารย์เก่าของเขาอย่างคาร์โล อันเชล็อตติคุมทีมอยู่ในเวลานี้นั่นเอง

อันที่จริงแล้วโปรแกรมนัดแรกของเอซี มิลานไม่ได้เป็นการเจอกับนาโปลีแต่อย่างใด แต่จะต้องเป็นเกมที่พวกเขาเปิดรังซาน ซีโร่ พบกับทีมเจนัวในช่วงกลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาต่างหาก แต่เกมดังกล่าวถูกเลื่อนออกไป เนื่องด้วยสภาพจิตใจของนักเตะของทีมจากเมืองเจนัวนั้นไม่พร้อม เนื่องจากก่อนหน้านั้นไม่กี่วันได้มีอุบัติเหตุสะพานมอเตอร์เวย์ของเมืองถล่ม ทำให้มีผู้เล่นชีวิตหลายรายทีเดียว ทำให้เกมเลื่อนออกไปเตะในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน และทำให้เอซี มิลานยังไม่ได้ทำการแข่งขันในนัดแรก และต้องบุกมาเยือนสนามซาน เปาโลในเมืองเนเปิ้ลเป็นนัดแรกทันที ซึ่งลูกทีมของ “กัตจัง” ออกสตาร์ตได้อย่างยอดเยี่ยม โดยได้ประตูออกนำไปถึง 2-0 จากจิอาโคโม่ โบนาเวนตูร่า กองกลางวัย 29 และดาวิเด้ คาลาเบรีย แบ็คขวาดาวรุ่งของทีม ซึ่งตอนแรกเหมือนจะเป็นลูกศิษย์ที่จะได้ล้างครูเสียแล้ว แต่หลังจากนั้นนาโปลีกลับมายิงถึง 3 ประตูรวด จาก 2 ประตูของพิโอเตอร์ เซลินสกี้ กองกลางทีมชาติโปแลนด์ และประตูชัยที่พวกเขาได้มาจากดีส์ เมอร์เท่น ตัวรุกทีมชาติเบลเยี่ยม ทำให้คาร์โล อันเชล็อตติ พลิกกลับมาเอาชนะลูกศิษย์ของเขาอย่างเจนนาโร่ กัตตูโซ่ได้สำเร็จ

 

เครื่องจักรสีแดง

  สโมสรลิเวอร์พูลเคยได้รับการขนานนามว่าเป็นเครื่องจักสีแดงในช่วงทศวรรษที่ 80-90 ซึ่งได้มาจากสไตล์การเล่นของพวกเขาที่ดุดัน และเดินหน้าบุกใส่คู่แข่งอยู่ตลอดเวลา ประหนึ่งเครื่องจักรและบวกกับการที่พวกเขาสวมเสื้อสีแดงลงสนามเป็นประจำด้วย ทำให้พวกเขาได้รับสมยานามนี้มาอีก 1 ชื่อ นอกจากจะเป็น “หงส์แดง” ที่ก็มาจากตราสโมสรนั่นเอง ซึ่งหลังจากหมดยุคของช่วงนั้นไป ลิเวอร์พูลก็ไม่ได้มีสไตล์การเล่นแบบนั้นอีกเลย แต่มาในช่วง 2-3 ปีหลังจากที่พวกเขาได้เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือหนุ่มชาวเยอรมันเข้ามาคุมทีมในถิ่นแอนฟิลด์ เหมือนกลิ่นอายแบบยุคก่อนจะกลับมาอีกครั้ง แต่ก็ยังไม่ได้ชัดเจนมากนักในช่วง 2 ฤดูกาลแรกที่เขาเข้ามาคุมทีม ซึ่งอาจจะด้วยจากตัวนักเตะที่เขามีอยู่ด้วย ที่อาจจะไม่ได้มีคุณภาพมากพอที่จะให้เล่นแบบทุกตลอด 90 นาที เนื่องจากปีก่อนๆ อดีตกุนซือของโบรุสเซีย ดอร์ตมุนด์ไม่ได้ใช้เงินในการเสริมทัพมากนัก จนกระทั่งถึงช่วงต้นปีที่ผ่านมา ที่ดูเหมือนแนวคิดของเจอร์เก้น คล็อปป์จะเปลี่ยนไป และไม่สามารถรอนักเตะดาวรุ่งก้าวขึ้นมาสู่ทีมได้ และเขาก็รอความสำเร็จไม่ไหว ทำให้กุนซือวัย 51 ปีต้องเริ่มตัดสินใจใช้เงินก้อนโตซื้อนักเตะ โดยเริ่มตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมกราคมที่ลิเวอร์พูลยอมทุ่มเงินถึง 75 ล้านปอนด์เพื่อคว้าตัวเฟอร์กิล ฟาน ไดจค์ กองหลังร่างสูงทีมชาติฮอลแลนด์จากเซาต์แธมตันมาร่วมทีม ซึ่งทำให้ฟาน ไดจค์กลายเป็นนักเตะในตำแหน่งกองหลังที่ค่าตัวแพงที่สุดในโลกทันทีด้วย ซึ่งก็ทำให้ลิเวอร์พูลมาไกลจนเข้าชิงชนะเลิศยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกเลยทีเดียว แต่ก็ไปแพ้ให้กับเรอัล มาดริดเสียก่อน 1-3

จากการแพ้ครั้งนั้นทำให้เจอร์เก้น คล็อปป์ ต้องลงทุนหนักขึ้นเพื่อคว้าตัวนักเตะอีก 4 รายมาร่วมทีมตามที่เห็น และศักยภาพของทีมก็เพิ่มตามไปด้วย จนทำให้ลิเวอร์พูลกลายเป็นทีมที่ลงตัวที่สุดทีมหนึ่งในพรีเมียร์ลีกเลยทีเดียว และยังทำให้เขาสร้างสไตล์การเล่นแบบเครื่องจักรสีแดงให้กับมาอีกครั้งในฤดูกาลนี้ได้ด้วย เมื่อมีนักเตะที่คุณภาพดีเพียงพอ ทำให้ลิเวอร์พูลเล่นแบบเปิดเกมรุกบุกใส่คู่แข่งเกือบตลอด 90 นาทีเลยทีเดียว และกลายเป็นยกระดับทีมให้เทียบชั้นใกล้เคียงกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทีมแชมป์เก่าเมื่อฤดูกาลที่แล้วเข้าไปทุกทีด้วย ซึ่งทำให้การรับชมลิเวอร์พูลนั้นมีความสุขไปด้วย เมื่อพวกเขาเล่นเกมรุกตลอดเวลา ไม่ว่าจะเจอใครก็ตาม